สวัสดีค่ะทุกคน! บล็อกอินฟลูเอนเซอร์คนสวยเองค่ะ 😊 วันนี้แวะมาเม้าท์มอยเรื่องใกล้ตัวที่หลายคนอาจมองข้าม แต่บอกเลยว่ามันสำคัญกับใจและกายของเรามากๆ เลยนะ ลองสังเกตดูสิคะว่าช่วงนี้ไม่ว่าเราจะไถฟีดโซเชียลไปทางไหน ก็มักจะเห็นแต่ภาพหุ่นสวยเป๊ะ ผิวใสไร้ที่ติ หรืออาหารคลีนที่ดูดีจนเราแอบคิดในใจว่า ‘เฮ้อ…เมื่อไหร่จะได้แบบนี้บ้างนะ’ ใช่ไหมล่ะคะ?
ฉันเองก็เคยผ่านช่วงที่รู้สึกกดดันเรื่องรูปร่างมากๆ ค่ะ พยายามลดน้ำหนักสารพัดวิธี บางทีก็อดอาหารจนหิวตาลาย บางทีก็กินเยอะจนรู้สึกผิดวนไปมา รู้เลยว่ามันทรมานแค่ไหน และหลายครั้งที่เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจริงๆ แล้วสิ่งที่เรากำลังเผชิญอยู่ มันคือ ‘ภาวะผิดปกติทางการกิน’ ที่ซับซ้อนกว่าแค่เรื่องอาหารการกินธรรมดาๆน่าเศร้าที่ในสังคมปัจจุบันนี้ ปัจจัยรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นจากโซเชียลมีเดียที่เน้นภาพลักษณ์สวยงาม ความเครียดจากการเรียน การทำงาน หรือแม้แต่ค่านิยมที่หล่อหลอมให้เราเชื่อว่า ‘ผอมคือสวย’ สิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบต่อจิตใจและพฤติกรรมการกินของเราอย่างที่เราคาดไม่ถึงเลยล่ะค่ะ ยิ่งช่วงนี้ฉันได้ยินข่าวและเห็นเพื่อนๆ หรือน้องๆ หลายคนต้องเผชิญกับปัญหานี้กันมากขึ้น ยิ่งทำให้ฉันรู้สึกเป็นห่วงมากๆบางครั้งความคาดหวังจากสังคมและความกดดันที่เราสร้างให้ตัวเอง ก็พาเราไปสู่เส้นทางที่ทำร้ายสุขภาพกายและใจโดยไม่รู้ตัว กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็อาจจะสายไปแล้วก็ได้ ฉันเชื่อว่าหลายคนอาจกำลังเผชิญกับสิ่งเหล่านี้อยู่เงียบๆ และไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใครดีเพราะฉะนั้น วันนี้ฉันอยากจะชวนทุกคนมาทำความเข้าใจเรื่อง ‘โรคการกินผิดปกติ’ และปัจจัยทางสังคมที่เกี่ยวข้องให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นค่ะ เพื่อที่เราจะได้ดูแลตัวเองและคนรอบข้างได้อย่างถูกต้องและมีสุขภาพใจที่ดีไปด้วยกันนะคะ!
รับรองว่าข้อมูลที่จะนำมาฝากวันนี้มีประโยชน์มากๆ แน่นอนค่ะ ถ้าพร้อมแล้ว… มาทำความเข้าใจเรื่องนี้ไปพร้อมกันในบทความนี้เลยค่ะ!
เมื่อ ‘กิน’ ไม่ใช่แค่ ‘อิ่ม’: ทำความเข้าใจความผิดปกติทางการกิน

หลายคนอาจจะเคยได้ยินคำว่า “โรคการกินผิดปกติ” หรือ Eating Disorder กันมาบ้าง แต่เชื่อไหมคะว่ายังมีอีกหลายคนที่ยังไม่เข้าใจถึงแก่นแท้ของมันดีพอว่ามันไม่ใช่แค่นิสัยการกินที่แปลกไปเท่านั้น แต่เป็นภาวะทางจิตเวชที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อร่างกายและจิตใจของเราอย่างมหาศาลเลยล่ะค่ะ จากประสบการณ์ที่ฉันเคยเจอมากับตัวเองและจากที่ได้พูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญหลายท่าน ทำให้ฉันรู้เลยว่าเรื่องนี้ละเอียดอ่อนและซับซ้อนกว่าที่เราคิดเยอะมาก มันฝังรากลึกอยู่ในความรู้สึกผิด ความกังวล ความกลัว และความไม่พึงพอใจในตัวเอง ซึ่งมักจะแสดงออกมาผ่านพฤติกรรมการกินที่ผิดปกติ ไม่ว่าจะเป็นการจำกัดอาหารอย่างหนัก การกินมากเกินไปจนควบคุมตัวเองไม่ได้ หรือพฤติกรรมชดเชยต่างๆ เพื่อลดความรู้สึกผิดที่เกิดขึ้น มันไม่ใช่แค่ความอยากอาหารหรือการตามใจปาก แต่มันคือการต่อสู้กับปีศาจในใจที่ส่งผลกระทบถึงทุกมิติของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นสุขภาพกายที่ทรุดโทรม ความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง และคุณภาพชีวิตโดยรวมของเราเลยค่ะ
สัญญาณแรกเริ่มที่อาจมองข้าม
คุณเคยรู้สึกไหมคะว่าตัวเองหมกมุ่นกับการนับแคลอรี่มากเกินไป หรือรู้สึกผิดทุกครั้งที่กินอะไรที่ ‘ไม่คลีน’? สัญญาณเล็กๆ เหล่านี้แหละค่ะที่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหา บางทีเราอาจจะคิดว่ามันเป็นแค่การดูแลสุขภาพ หรือควบคุมอาหารธรรมดาๆ แต่ถ้ามันเริ่มส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน ทำให้เราเครียด วิตกกังวล หรือหลีกเลี่ยงการเข้าสังคมเพราะกลัวเรื่องอาหารการกิน นั่นอาจไม่ใช่เรื่องปกติแล้วนะคะ ลองสังเกตตัวเองดูว่าคุณมีพฤติกรรมเหล่านี้บ่อยแค่ไหน เช่น การชั่งน้ำหนักบ่อยๆ การวัดสัดส่วนซ้ำๆ การหาข้อมูลเรื่องอาหารคลีนและลดน้ำหนักตลอดเวลา หรือการเปรียบเทียบรูปร่างตัวเองกับคนอื่นในโซเชียลมีเดียจนรู้สึกด้อยค่า นี่คือจุดที่เราต้องเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองอย่างจริงจังแล้วค่ะว่าเรากำลังก้าวข้ามเส้นบางๆ ระหว่างการดูแลสุขภาพกับการหมกมุ่นที่ผิดปกติไปหรือเปล่า
ทำไมถึงกินผิดปกติ? ปัจจัยที่ซ่อนอยู่
ปัจจัยที่ทำให้เกิดภาวะผิดปกติทางการกินนั้นมีหลากหลายและมักจะทำงานร่วมกันค่ะ จากที่ฉันได้ศึกษาและพูดคุยกับจิตแพทย์หลายท่าน พบว่ามันไม่ได้มาจากสาเหตุเดียวโดดๆ เลย บางคนอาจมีปัจจัยทางพันธุกรรมที่ทำให้เสี่ยงง่ายขึ้น บางคนมีประสบการณ์เลวร้ายในวัยเด็กที่ส่งผลต่อความรู้สึกมีคุณค่าในตัวเอง หรืออาจเป็นเพราะความกดดันจากคนรอบข้าง สังคม หรือสื่อต่างๆ ที่หล่อหลอมให้เรามีภาพลักษณ์ในอุดมคติที่ไม่สมจริง ยิ่งไปกว่านั้น ความเครียดจากการเรียน การทำงาน ปัญหาความสัมพันธ์ หรือแม้แต่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิต ก็ล้วนเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมการกินที่ผิดปกติได้ทั้งนั้นค่ะ มันคือผลรวมของปัจจัยชีวภาพ จิตวิทยา และสังคมที่ซับซ้อนจนบางครั้งเจ้าตัวก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมตัวเองถึงเป็นแบบนี้ได้
กระจกหลอกตา: โซเชียลมีเดียกับภาพลักษณ์ที่ไม่สมจริง
ปฏิเสธไม่ได้เลยใช่ไหมคะว่าทุกวันนี้โซเชียลมีเดียเข้ามามีบทบาทในชีวิตเรามากๆ ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Instagram, TikTok หรือแพลตฟอร์มอื่นๆ เราใช้เวลาในแต่ละวันไปกับการเลื่อนฟีดดูเรื่องราวของคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นภาพอาหารสวยๆ หุ่นเซ็กซี่เป๊ะปัง หรือไลฟ์สไตล์ที่ดูสมบูรณ์แบบ บอกตรงๆ ว่าฉันเองก็เคยรู้สึกหวั่นไหวกับสิ่งเหล่านี้มากๆ ค่ะ เมื่อก่อนฉันจะรู้สึกว่าทำไมคนอื่นถึงดูดีไปหมด ทำไมเราถึงไม่สามารถมีรูปร่างแบบนั้นได้เลยนะ? ความคิดแบบนี้มันเป็นเหมือนกระจกหลอกตาที่ทำให้เรามองไม่เห็นคุณค่าในตัวเอง และยิ่งทำให้เราจมดิ่งลงไปในวังวนของการเปรียบเทียบ ยิ่งเห็นคนอื่นผอมสวย ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองต้องผอมลงไปอีก ยิ่งเห็นคนอื่นกินอาหารคลีน ยิ่งรู้สึกผิดกับสิ่งที่ตัวเองกิน มันสร้างความกดดันโดยที่เราไม่รู้ตัว ยิ่งไปกว่านั้น ฟิลเตอร์แต่งรูปและแอปพลิเคชันที่ทำให้เราดูดีขึ้นทันตา ก็ยิ่งตอกย้ำภาพลักษณ์ที่ไม่จริง ทำให้เราเกิดความคาดหวังในตัวเองที่สูงเกินจริง และเมื่อเราไปไม่ถึงจุดนั้น เราก็จะยิ่งรู้สึกผิดหวังในตัวเองมากยิ่งขึ้น
แรงกดดันจาก “มาตรฐานความงาม” ในโลกออนไลน์
ใครๆ ก็อยากดูดีใช่ไหมคะ? แต่ในโลกออนไลน์ มาตรฐานความงามกลับสูงขึ้นเรื่อยๆ จนบางครั้งก็ดูไม่สมจริงเอาเสียเลยค่ะ ฉันสังเกตเห็นว่าหลายครั้งภาพที่เราเห็นบนโซเชียลมีเดียมักจะเป็นภาพที่ผ่านการตกแต่งมาอย่างดี หรือเป็นภาพของคนที่ใช้ชีวิตแบบ “คอนเทนต์” ที่แตกต่างจากชีวิตจริงโดยสิ้นเชิง ทำให้เรามองเห็นแต่ด้านที่สมบูรณ์แบบเท่านั้น การแข่งขันกันเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่สวยงามหรือสมบูรณ์แบบบนโลกออนไลน์ ทำให้หลายคนต้องพยายามอย่างหนักเพื่อให้ได้มาซึ่ง “ยอดไลก์” และ “ยอดผู้ติดตาม” จนบางครั้งก็ลืมไปว่าการทำร้ายสุขภาพตัวเองเพื่อแลกกับคำชื่นชมชั่วคราวมันไม่คุ้มค่าเลยค่ะ ความกดดันเหล่านี้ไม่ได้มาจากแค่เพื่อนหรือคนรู้จักเท่านั้น แต่ยังมาจากอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังที่มีผู้ติดตามจำนวนมาก ซึ่งบางครั้งก็เผลอสร้างมาตรฐานความงามที่เกินจริงให้กับสังคมโดยไม่ตั้งใจ
ผลกระทบต่อจิตใจ: สร้างความรู้สึกด้อยค่า
จากที่ฉันได้พูดคุยกับน้องๆ วัยรุ่นหลายคน ฉันพบว่าโซเชียลมีเดียมีส่วนอย่างมากที่ทำให้พวกเขารู้สึกไม่มั่นใจในรูปร่างของตัวเอง บางคนถึงกับเก็บตัวไม่อยากออกไปไหนเพราะกลัวว่าคนอื่นจะเห็นรูปร่างที่ไม่สมบูรณ์แบบของตัวเอง ความรู้สึกด้อยค่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับผู้หญิงเท่านั้นนะคะ แต่ผู้ชายหลายคนก็กำลังเผชิญกับปัญหานี้เช่นกัน บางคนถึงขั้นมีภาวะซึมเศร้า หรือวิตกกังวลจากการเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นบนโซเชียลมีเดียอย่างต่อเนื่อง เมื่อเราจมอยู่กับความรู้สึกเหล่านี้เป็นเวลานานๆ มันก็จะส่งผลกระทบต่อความภาคภูมิใจในตัวเอง และอาจนำไปสู่พฤติกรรมการกินที่ผิดปกติ เพื่อที่จะพยายามเปลี่ยนแปลงรูปร่างของตัวเองให้เป็นไปตาม “มาตรฐาน” ที่สังคมออนไลน์กำหนดไว้ ฉันอยากให้ทุกคนตระหนักว่าภาพที่เราเห็นในโซเชียลมีเดียนั้นเป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งของความจริง และไม่ได้สะท้อนถึงคุณค่าที่แท้จริงของคนคนนั้นเลย
ค่านิยม “ผอมคือสวย”: แรงกดดันที่มองไม่เห็น
สังคมไทยเรามีความเชื่อฝังรากลึกมานานว่า “ผอมคือสวย” ใช่ไหมคะ? ฉันจำได้ว่าตอนเด็กๆ ก็มักจะได้ยินคำพูดประมาณว่า “โตขึ้นต้องผอมนะถึงจะดูดี” หรือ “ใส่เสื้อผ้าสวยๆ ต้องหุ่นดีเท่านั้น” คำพูดเหล่านี้แหละค่ะที่มันค่อยๆ ซึมซับเข้าไปในความคิดของเราตั้งแต่เด็กโดยที่เราไม่รู้ตัว และเมื่อเราโตขึ้น ค่านิยมเหล่านี้ก็ยิ่งถูกตอกย้ำผ่านสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นนิตยสาร โฆษณา หรือแม้แต่ละครโทรทัศน์ที่มักจะนำเสนอตัวละครหลักที่มีรูปร่างผอมเพรียวสวยงาม จนทำให้เราเชื่อว่าการมีรูปร่างแบบนั้นเท่านั้นถึงจะได้รับการยอมรับ ได้รับความรัก และประสบความสำเร็จในชีวิต มันเป็นแรงกดดันที่มองไม่เห็น แต่ทรงพลังอย่างมหาศาล ที่ผลักดันให้คนจำนวนมากพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้ตัวเองผอมลง แม้จะต้องแลกมาด้วยสุขภาพที่ย่ำแย่ก็ตาม ฉันอยากจะบอกว่าความสวยงามมันมีหลากหลายรูปแบบมากกว่าแค่ความผอม และคุณค่าของคนเราก็ไม่ได้อยู่ที่รูปร่างภายนอกเพียงอย่างเดียวเลยค่ะ
ผลกระทบจากคนใกล้ชิดและวัฒนธรรม
บางครั้งแรงกดดันก็มาจากคนใกล้ชิดที่เราคาดไม่ถึงนะคะ เช่น พ่อแม่ เพื่อน หรือแม้แต่คนรักที่อาจจะพูดถึงรูปร่างของเราโดยไม่ตั้งใจ ทำให้เราเกิดความรู้สึกไม่มั่นใจในตัวเองได้ จากประสบการณ์ของฉัน ฉันเคยมีเพื่อนคนหนึ่งที่แม่ของเธอชอบพูดถึงน้ำหนักของเธออยู่บ่อยๆ จนเพื่อนของฉันรู้สึกกดดันมากและเริ่มอดอาหาร ซึ่งมันเป็นเรื่องที่น่าเศร้ามากค่ะ นอกจากนี้ วัฒนธรรมบางอย่างที่เน้นเรื่องการเปรียบเทียบรูปร่างหน้าตา หรือการให้คุณค่ากับความผอม ก็มีส่วนอย่างมากที่ทำให้ปัญหานี้รุนแรงขึ้น เรามักจะเห็นภาพการโปรโมทสินค้าลดน้ำหนัก หรือคลินิกเสริมความงามที่เน้นย้ำถึงการเปลี่ยนแปลงรูปร่างให้ผอมเพรียว ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้ค่านิยม “ผอมคือสวย” หยั่งรากลึกในสังคมของเรามากขึ้นเรื่อยๆ จนบางครั้งเราก็ลืมไปว่าการมีสุขภาพดีต่างหากคือสิ่งสำคัญที่สุด
เมื่อความผอมไม่ใช่คำตอบของความสุข
ฉันเชื่อว่าหลายคนคงเคยคิดว่า “ถ้าฉันผอมกว่านี้ ฉันจะมีความสุขมากขึ้น” ใช่ไหมคะ? ฉันเองก็เคยเป็นหนึ่งในนั้นค่ะ พยายามลดน้ำหนักสารพัดวิธี คิดว่าถ้าผอมแล้วชีวิตจะดีขึ้นทุกอย่าง แต่สุดท้ายแล้วฉันก็ได้เรียนรู้ว่าความผอมไม่ใช่คำตอบของความสุขที่แท้จริงเลยค่ะ เมื่อเราผอมลงแล้วเราอาจจะรู้สึกดีขึ้นในระยะหนึ่ง แต่ถ้าต้นเหตุของปัญหาคือความไม่พอใจในตัวเอง หรือความไม่มั่นใจในคุณค่าของตัวเอง ปัญหาเหล่านั้นก็จะยังคงอยู่ และอาจจะกลับมาทำร้ายเราในรูปแบบอื่นอีกในอนาคต ความสุขที่แท้จริงมันไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขบนตาชั่ง หรือขนาดเสื้อผ้าที่เราใส่ แต่มันอยู่ที่การที่เรายอมรับและรักในสิ่งที่เราเป็น การที่เรามีสุขภาพกายและใจที่แข็งแรงต่างหากคือหัวใจสำคัญของการมีความสุขที่ยั่งยืน การที่เราเห็นคุณค่าในตัวเองโดยไม่ต้องให้คนอื่นมาตัดสิน ก็จะทำให้เรามีความสุขได้อย่างแท้จริง โดยไม่ต้องพึ่งพิงกับค่านิยมที่สังคมสร้างขึ้นเลยค่ะ
สัญญาณเตือนที่มองข้ามไม่ได้: สังเกตตัวเองและคนรอบข้าง
สิ่งสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในการรับมือกับภาวะผิดปกติทางการกินคือการตระหนักรู้และสังเกตเห็นสัญญาณเตือนค่ะ หลายครั้งที่เรามักจะมองข้ามสัญญาณเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ไป หรือคิดว่าเป็นเรื่องปกติ แต่จริงๆ แล้วมันอาจเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาที่ใหญ่กว่าที่คิดได้นะคะ จากประสบการณ์ที่ฉันเคยเห็นมา บางคนอาจมีพฤติกรรมการกินที่เปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน เช่น จากที่เคยกินปกติก็เริ่มจำกัดอาหารอย่างรุนแรง หรือบางคนก็กินเยอะมากจนผิดปกติแล้วรู้สึกผิดมากๆ จนต้องไปทำพฤติกรรมชดเชยต่างๆ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสัญญาณที่บอกว่ามีบางอย่างผิดปกติเกิดขึ้นกับจิตใจและร่างกายของเราแล้วค่ะ การที่เราไม่ใส่ใจสัญญาณเหล่านี้อาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพที่ร้ายแรงขึ้นได้ ทั้งร่างกายและจิตใจ เพราะฉะนั้นการเรียนรู้ที่จะสังเกตตัวเองและคนรอบข้างจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อที่เราจะได้เข้าไปช่วยเหลือได้ทันท่วงที ก่อนที่ปัญหาจะลุกลามจนยากที่จะแก้ไขค่ะ
พฤติกรรมการกินที่น่าสงสัย
มาลองสังเกตพฤติกรรมการกินของตัวเองและคนรอบข้างกันนะคะว่ามีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นบ้างหรือไม่ เช่น การกินอาหารในปริมาณที่มากผิดปกติในช่วงเวลาสั้นๆ โดยที่รู้สึกว่าควบคุมตัวเองไม่ได้เลย หรือในทางกลับกันก็คือการจำกัดอาหารอย่างเข้มงวดมากๆ แม้ว่าจะรู้สึกหิวโหยก็ตาม บางคนอาจจะเริ่มมีพฤติกรรมหลีกเลี่ยงการกินอาหารในที่สาธารณะ หรือพยายามปกปิดพฤติกรรมการกินของตัวเอง นอกจากนี้ การใช้ยาระบาย ยาขับปัสสาวะ หรือการออกกำลังกายอย่างหักโหมเพื่อชดเชยการกิน ก็เป็นสัญญาณอันตรายที่ไม่ควรมองข้ามเลยค่ะ ถ้าคุณหรือคนใกล้ชิดมีพฤติกรรมเหล่านี้เกิดขึ้นบ่อยๆ นั่นหมายความว่าถึงเวลาที่เราต้องหันมาใส่ใจและมองหาวิธีช่วยเหลืออย่างจริงจังแล้วค่ะ
ผลกระทบทางอารมณ์และร่างกาย

นอกจากพฤติกรรมการกินที่ผิดปกติแล้ว ภาวะนี้ยังส่งผลกระทบอย่างมากต่ออารมณ์และร่างกายด้วยค่ะ สังเกตได้จากอารมณ์ที่แปรปรวน หงุดหงิดง่าย ซึมเศร้า วิตกกังวล หรือรู้สึกผิดและละอายใจอย่างรุนแรงหลังจากกินอาหาร นอกจากนี้ สุขภาพร่างกายก็จะเริ่มแย่ลง เช่น น้ำหนักที่ลดลงอย่างรวดเร็วหรือเพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ ประจำเดือนมาไม่ปกติ ผมร่วง ผิวแห้ง เล็บเปราะ ฟันผุ หรือมีอาการอ่อนเพลีย ไม่มีแรงอยู่ตลอดเวลา สิ่งเหล่านี้คือสัญญาณที่ร่างกายพยายามส่งมาบอกเราว่ากำลังมีปัญหาอยู่ภายใน และต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน การที่เราเมินเฉยต่อสัญญาณเหล่านี้อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงถึงชีวิตได้เลยนะคะ เพราะฉะนั้น อย่าละเลยที่จะสังเกตและทำความเข้าใจกับมันค่ะ
| ประเภทของภาวะผิดปกติทางการกิน | ลักษณะพฤติกรรมหลัก | ผลกระทบที่พบได้บ่อย |
|---|---|---|
| โรคอะนอเร็กเซีย เนอร์โวซา (Anorexia Nervosa) | จำกัดอาหารอย่างรุนแรง กลัวการมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นมากผิดปกติ มองว่าตัวเองอ้วนแม้จะผอมมากแล้ว | น้ำหนักลดลงมากผิดปกติ ประจำเดือนไม่มา ผมร่วง ผิวแห้ง อ่อนเพลียรุนแรง ปัญหาหัวใจ |
| โรคบูลิเมีย เนอร์โวซา (Bulimia Nervosa) | กินอาหารในปริมาณมากผิดปกติแล้วทำการชดเชย เช่น ล้วงคออาเจียน ใช้ยาระบาย ออกกำลังกายหักโหม | ฟันผุ ปัญหาหลอดอาหาร คออักเสบ ต่อมน้ำลายบวม ปัญหาอิเล็กโทรไลต์ไม่สมดุล |
| โรคกินไม่หยุด (Binge Eating Disorder) | กินอาหารในปริมาณมากผิดปกติในช่วงเวลาสั้นๆ โดยไม่สามารถควบคุมได้ รู้สึกผิดและละอายใจหลังกิน | น้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ ความรู้สึกผิดและซึมเศร้า |
เส้นทางสู่การเยียวยา: ก้าวแรกที่สำคัญ
เมื่อเราตระหนักแล้วว่ากำลังเผชิญกับภาวะผิดปกติทางการกิน สิ่งสำคัญที่สุดคือการกล้าที่จะก้าวออกมาจากปัญหาและมองหาความช่วยเหลือค่ะ ฉันเข้าใจดีว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะยอมรับว่าเรากำลังมีปัญหา และการตัดสินใจที่จะขอความช่วยเหลือนั้นต้องอาศัยความเข้มแข็งอย่างมาก แต่เชื่อฉันเถอะค่ะว่านี่คือก้าวแรกที่สำคัญที่สุดที่จะนำไปสู่การเยียวยาและชีวิตที่ดีขึ้น จากประสบการณ์ที่ฉันได้พูดคุยกับผู้ป่วยและผู้เชี่ยวชาญหลายท่าน ทุกคนต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าการขอความช่วยเหลือจากมืออาชีพนั้นคือสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เราไม่สามารถต่อสู้กับปีศาจตัวนี้ได้เพียงลำพัง การมีทีมแพทย์ จิตแพทย์ นักโภชนาการ และนักจิตวิทยาคอยดูแลและให้คำแนะนำ จะช่วยให้เราเข้าใจปัญหาและหาวิธีรับมือได้อย่างถูกวิธี การเริ่มต้นเส้นทางนี้อาจจะดูน่ากลัวในตอนแรก แต่เมื่อเราได้ก้าวออกมาแล้ว เราจะพบว่ามีแสงสว่างรออยู่เสมอ และเราไม่ได้โดดเดี่ยวในเรื่องนี้เลยค่ะ
ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
สิ่งแรกที่ควรทำคือการปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตนะคะ อย่าลังเลที่จะไปพบจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาเพื่อประเมินอาการและวางแผนการรักษาที่เหมาะสม หลายคนอาจจะกลัวการไปพบจิตแพทย์ แต่ฉันอยากจะบอกว่ามันไม่ใช่เรื่องน่าอายเลยค่ะ การที่เรายอมรับว่าเราต้องการความช่วยเหลือคือสัญญาณของความเข้มแข็งต่างหาก ผู้เชี่ยวชาญจะช่วยให้เราเข้าใจถึงสาเหตุที่แท้จริงของปัญหา และแนะนำวิธีการรักษาที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการบำบัดทางจิตเวช การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินโดยนักโภชนาการ หรือการใช้ยาเพื่อควบคุมอาการบางอย่าง การทำงานร่วมกันเป็นทีมของบุคลากรทางการแพทย์จะช่วยให้การรักษามีประสิทธิภาพมากที่สุด และทำให้เราสามารถกลับมามีชีวิตปกติสุขได้อีกครั้ง การลงทุนในสุขภาพจิตของตัวเองคือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดค่ะ
สร้างเครือข่ายสนับสนุนที่แข็งแกร่ง
นอกจากการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญแล้ว การมีเครือข่ายสนับสนุนที่ดีก็สำคัญไม่แพ้กันเลยค่ะ ลองเปิดใจคุยกับคนในครอบครัว เพื่อนสนิท หรือคนที่คุณไว้ใจ ให้พวกเขารับรู้ถึงสิ่งที่คุณกำลังเผชิญอยู่ เพื่อที่พวกเขาจะได้เข้าใจและเป็นกำลังใจให้คุณ การมีคนที่คอยรับฟัง ให้คำแนะนำ และอยู่เคียงข้างคุณในช่วงเวลาที่ยากลำบาก จะช่วยให้คุณรู้สึกไม่โดดเดี่ยว และมีพลังที่จะก้าวผ่านเรื่องราวเหล่านี้ไปได้ นอกจากนี้ การเข้าร่วมกลุ่มบำบัดหรือกลุ่มสนับสนุนสำหรับผู้ป่วยภาวะผิดปกติทางการกิน ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจค่ะ การได้พูดคุยกับคนที่เคยมีประสบการณ์คล้ายๆ กัน จะช่วยให้คุณรู้สึกว่ามีคนเข้าใจ และสามารถแลกเปลี่ยนประสบการณ์รวมถึงวิธีการรับมือต่างๆ ได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามากๆ สำหรับการเยียวยาจิตใจของเราค่ะ
เติมพลังใจให้ตัวเอง: สร้างความรักในแบบฉบับของเรา
การเยียวยาภาวะผิดปกติทางการกินไม่ได้จบลงแค่การรักษาอาการทางกายภาพเท่านั้นนะคะ แต่สิ่งสำคัญไม่แพ้กันคือการเยียวยาจิตใจและสร้างความรักในตัวเองขึ้นมาใหม่ค่ะ จากที่ฉันได้เรียนรู้มา การที่เราจะกลับมามีความสุขกับอาหารและร่างกายของเราอีกครั้งได้นั้น เราต้องเริ่มจากการยอมรับและรักในสิ่งที่เราเป็นก่อน แม้มันจะเป็นเรื่องที่ยากลำบากในตอนแรก แต่เชื่อเถอะค่ะว่ามันคุ้มค่าที่จะพยายาม การสร้างความภาคภูมิใจในตัวเอง การมองเห็นคุณค่าในสิ่งที่เรามี และการโอบกอดข้อบกพร่องของตัวเอง จะช่วยให้เราหลุดพ้นจากวังวนของความไม่พอใจในตัวเอง และค้นพบความสุขที่แท้จริงได้ การดูแลสุขภาพจิตของเราก็สำคัญไม่แพ้สุขภาพกายเลยนะคะ ลองทำกิจกรรมที่ช่วยผ่อนคลายจิตใจ เช่น การทำสมาธิ โยคะ ฟังเพลง หรืออ่านหนังสือที่สร้างแรงบันดาลใจ สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้เรามีพลังใจและเข้มแข็งขึ้นได้ค่ะ
ยอมรับความไม่สมบูรณ์แบบของเรา
ไม่มีใครสมบูรณ์แบบหรอกค่ะ! และนั่นคือความสวยงามของชีวิต จากประสบการณ์ของฉันเองที่เคยจมอยู่กับการไล่ตามความสมบูรณ์แบบที่ไม่มีอยู่จริง ทำให้ฉันได้เรียนรู้ว่าการยอมรับในความไม่สมบูรณ์แบบของเราต่างหากคือหัวใจสำคัญของการมีความสุข การที่เรายอมรับว่าเรามีข้อผิดพลาดได้ มีวันที่ไม่ดีได้ มีรูปร่างที่ไม่ต้องเป๊ะตลอดเวลาก็ได้ มันคือการปลดปล่อยตัวเองจากความกดดันที่ไม่จำเป็น การที่เราเป็นตัวของตัวเองอย่างแท้จริงนั่นแหละคือสิ่งที่มีคุณค่าที่สุด ลองมองหาจุดเด่นและคุณค่าในตัวเองที่ไม่ใช่แค่เรื่องรูปร่างภายนอกสิคะ คุณอาจจะเป็นคนใจดี มีอารมณ์ขัน เก่งในเรื่องบางอย่าง หรือเป็นที่พึ่งให้คนอื่นได้ สิ่งเหล่านี้ต่างหากคือสิ่งที่ทำให้คุณเป็นคุณ และทำให้คุณมีคุณค่าในแบบที่ไม่มีใครเหมือน การที่เราไม่ตัดสินตัวเองจากรูปร่างภายนอก จะช่วยให้เราค้นพบความสุขที่แท้จริงได้ค่ะ
สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับอาหาร
หลังจากที่ต้องต่อสู้กับอาหารมานาน การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับอาหารขึ้นมาใหม่เป็นสิ่งสำคัญมากค่ะ ฉันอยากชวนทุกคนมามองอาหารในมุมใหม่ ไม่ใช่ในฐานะศัตรู หรือสิ่งที่จะมาทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น แต่มองว่าเป็นแหล่งพลังงานที่หล่อเลี้ยงร่างกายและสร้างความสุขให้กับเรา ลองฝึกกินอาหารอย่างมีสติ สังเกตว่าร่างกายเรารู้สึกอย่างไรกับอาหารแต่ละชนิด กินเมื่อหิว และหยุดเมื่ออิ่ม ไม่ต้องรู้สึกผิดกับการกินของอร่อยบ้างในบางโอกาส เพราะชีวิตเราก็ต้องการความสุขจากอาหารบ้างใช่ไหมคะ? การเรียนรู้ที่จะฟังเสียงร่างกายตัวเองและตอบสนองความต้องการของมันอย่างเหมาะสม จะช่วยให้เรากลับมามีความสัมพันธ์ที่ดีกับอาหารได้อีกครั้ง และเมื่อเรามีความสุขกับการกิน เราก็จะมีความสุขกับชีวิตมากขึ้นด้วยค่ะ
글을 마치며
เป็นยังไงกันบ้างคะทุกคน หวังว่าบทความนี้จะทำให้ทุกคนเข้าใจเรื่องภาวะผิดปกติทางการกินและแรงกดดันทางสังคมที่มองไม่เห็นได้มากขึ้นนะคะ ฉันรู้ว่าบางครั้งชีวิตมันก็ยากและมีความท้าทายมากมาย แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่เราไม่ยอมแพ้และกล้าที่จะมองหาความช่วยเหลือค่ะ จำไว้เสมอว่าคุณไม่ได้อยู่คนเดียวในเรื่องนี้ และการขอความช่วยเหลือนั้นคือสัญญาณของความเข้มแข็ง ไม่ใช่ความอ่อนแอเลยค่ะ การรักตัวเองและการมีสุขภาพที่ดีทั้งกายและใจคือสิ่งที่มีค่าที่สุด เพราะเมื่อเรามีความสุขจากภายใน เราก็จะเปล่งประกายความสวยงามออกมาสู่ภายนอกได้อย่างแท้จริงค่ะ มาร่วมสร้างสังคมที่เข้าใจและยอมรับความหลากหลายในทุกรูปแบบไปด้วยกันนะคะ ฉันเชื่อว่าทุกคนทำได้แน่นอนค่ะ
알아두면 쓸모 있는 정보
1. จำกัดเวลาการใช้งานโซเชียลมีเดีย: ลองตั้งเวลาในการเล่นโซเชียลมีเดียให้ชัดเจน เช่น วันละ 1-2 ชั่วโมง หรือหลีกเลี่ยงการเล่นก่อนนอน เพื่อลดการเปรียบเทียบตัวเองกับผู้อื่นและลดความเครียดที่อาจเกิดขึ้นได้
2. คัดเลือกเนื้อหาและบัญชีที่ติดตาม: เลือกติดตามแต่บัญชีหรือเพจที่สร้างแรงบันดาลใจ ให้พลังบวก หรือให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ หลีกเลี่ยงเนื้อหาที่ทำให้คุณรู้สึกไม่ดีกับตัวเอง หรือสร้างความกดดันเกี่ยวกับรูปร่าง
3. หันมาใส่ใจ “สุขภาพ” มากกว่า “รูปร่าง”: ลองเปลี่ยนโฟกัสจากการลดน้ำหนักหรือเปลี่ยนรูปร่าง ไปเป็นการดูแลสุขภาพองค์รวม เช่น การออกกำลังกายที่ชอบ การกินอาหารที่มีประโยชน์ และการพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อให้ร่างกายและจิตใจแข็งแรง
4. ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเมื่อรู้สึกไม่ไหว: หากรู้สึกว่าพฤติกรรมการกินเริ่มส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน หรือมีความเครียด วิตกกังวลเกี่ยวกับรูปร่างและอาหารมากเกินไป อย่าลังเลที่จะปรึกษาจิตแพทย์ นักจิตวิทยา หรือนักโภชนาการ เพื่อรับคำแนะนำและการรักษาที่ถูกต้อง
5. สร้างความภาคภูมิใจในตนเองจากภายใน: ค้นหาคุณค่าในตัวเองที่ไม่ใช่แค่รูปร่างภายนอก เช่น ความสามารถพิเศษ ความมีน้ำใจ หรือความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวัน การเห็นคุณค่าในตัวเองจะช่วยให้คุณมีความสุขและมั่นใจมากขึ้น
중요 사항 정리
ภาวะผิดปกติทางการกินเป็นเรื่องร้ายแรงที่ส่งผลต่อทั้งกายและใจ โดยมีปัจจัยทางสังคม เช่น โซเชียลมีเดียและค่านิยม “ผอมคือสวย” เป็นตัวกระตุ้นที่สำคัญ การตระหนักรู้ถึงสัญญาณเตือนและกล้าที่จะขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญเป็นก้าวแรกสู่การเยียวยา การยอมรับในความไม่สมบูรณ์แบบ รักและเห็นคุณค่าในตัวเอง รวมถึงการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับอาหาร จะช่วยให้เรากลับมามีความสุขและมีสุขภาพที่แข็งแรงได้อย่างยั่งยืน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 📖
ถาม: โรคการกินผิดปกติที่เราได้ยินบ่อยๆ เนี่ย มันคืออะไรกันแน่คะ แล้วมีอาการแบบไหนบ้างที่เราควรเริ่มสังเกตตัวเองหรือคนใกล้ชิด?
ตอบ: โอ้โห! เป็นคำถามที่ดีมากๆ เลยค่ะ เพราะหลายคนเข้าใจผิดคิดว่าแค่กินเยอะหรือกินน้อยก็เป็นแล้ว แต่จริงๆ แล้ว “โรคการกินผิดปกติ” หรือ Eating Disorder เนี่ย มันซับซ้อนกว่านั้นเยอะเลยค่ะ มันคือภาวะทางสุขภาพจิตที่ร้ายแรงที่ส่งผลกระทบทั้งทางร่างกายและจิตใจของเราอย่างรุนแรงเลยนะ คือมันไม่ใช่แค่เรื่องของอาหารอย่างเดียว แต่มันผูกโยงกับความคิด ความรู้สึก และพฤติกรรมที่เรามีต่ออาหาร รูปร่าง และน้ำหนักตัวของเราด้วยค่ะโรคที่พบบ่อยๆ และหลายคนอาจจะคุ้นหูก็อย่างเช่น:
โรคคลั่งผอม (Anorexia Nervosa): อันนี้คือภาวะที่ผู้ป่วยจะจำกัดการกินอาหารอย่างเข้มงวดมากๆ ทั้งๆ ที่ผอมอยู่แล้ว แต่กลับมองว่าตัวเองอ้วน และกลัวน้ำหนักจะเพิ่มขึ้นจนเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ฉันเคยเห็นบางคนถึงกับอดอาหารจนร่างกายซูบผอม ผมร่วง เล็บเปราะ ผิวแห้งเลยทีเดียว น่าสงสารมากๆ ค่ะ
โรคล้วงคอ (Bulimia Nervosa): หรือที่บางคนเรียกว่า “โรคกินแล้วอ้วก” คือผู้ป่วยจะกินอาหารปริมาณมากแบบควบคุมตัวเองไม่ได้ แต่พอรู้สึกผิดก็จะพยายามกำจัดอาหารออกไป เช่น ล้วงคอให้อาเจียน ใช้ยาระบาย หรือออกกำลังกายหนักเกินไป พฤติกรรมแบบนี้อันตรายมากนะคะ เพราะอาจทำให้คออักเสบ ฟันผุ หรือแม้กระทั่งมีปัญหาหัวใจเต้นผิดจังหวะได้เลย
โรคกินไม่หยุด (Binge Eating Disorder): อันนี้ก็เป็นโรคที่พบบ่อยค่ะ ผู้ป่วยจะกินอาหารในปริมาณมากอย่างรวดเร็ว กินไปเรื่อยๆ แม้ว่าจะอิ่มแล้วหรือไม่ได้หิว แต่หยุดไม่ได้จริงๆ พอหลังจากกินเสร็จก็จะรู้สึกผิด เครียด และเกลียดตัวเองมากๆ จากประสบการณ์ที่ฉันสังเกตคนรอบข้างนะคะ บางทีความเครียดนี่แหละที่เป็นตัวกระตุ้นให้กินไม่หยุดเลยถ้าใครหรือคนใกล้ชิดเริ่มมีพฤติกรรมการกินที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน หมกมุ่นกับอาหาร รูปร่าง หรือน้ำหนักตัวมากเกินไปจนกระทบกับการใช้ชีวิตประจำวัน หรือมีอาการผิดปกติทางร่างกายที่อธิบายไม่ได้ ก็อย่าละเลยนะคะ ควรรีบไปปรึกษาผู้เชี่ยวชาญทันทีค่ะ
ถาม: ทำไมเดี๋ยวนี้เราถึงเห็นคนเป็นโรคการกินผิดปกติกันเยอะขึ้น โดยเฉพาะวัยรุ่นคะ? โซเชียลมีเดียมีส่วนเกี่ยวข้องมากน้อยแค่ไหน?
ตอบ: นี่เป็นคำถามที่ตรงใจฉันมากๆ เลยค่ะ! จากที่ฉันใช้ชีวิตและทำงานในฐานะอินฟลูเอนเซอร์นะคะ ฉันบอกเลยว่าโซเชียลมีเดียมีส่วนอย่างมากจริงๆ ค่ะ เหมือนที่บทความเกริ่นไปเลยว่าเดี๋ยวนี้เราไถฟีดไปทางไหนก็เจอแต่ภาพที่ดูสมบูรณ์แบบ ใช่ไหมคะ?
ปัจจัยทางสังคมหลายอย่างมันหล่อหลอมให้เกิดภาวะเหล่านี้ได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นที่อยู่ในช่วงค้นหาตัวเองและอ่อนไหวกับสิ่งรอบข้างมากๆ ค่ะแรงกดดันจากโซเชียลมีเดีย: อันนี้เป็นตัวร้ายอันดับต้นๆ เลยค่ะ ลองคิดดูสิคะ เวลาเราเห็นเพื่อนหรืออินฟลูเอนเซอร์คนอื่นๆ โพสต์รูปหุ่นเป๊ะๆ ทานอาหารคลีนสวยๆ หรือใช้ชีวิตดูดี๊ดี เราก็อดไม่ได้ที่จะเอาตัวเองไปเปรียบเทียบใช่ไหมล่ะคะ?
บางทีเราก็รู้สึกว่า “ทำไมเราไม่เป็นแบบนั้นบ้าง” หรือ “อยากสวยเหมือนเขาจัง” ความรู้สึกเหล่านี้แหละค่ะที่สร้างแรงกดดันมหาศาล ทำให้หลายคนเริ่มจำกัดอาหาร หรือพยายามลดน้ำหนักด้วยวิธีผิดๆ เพื่อให้ได้รูปร่างในอุดมคติที่เห็นในโซเชียล นอกจากนี้ การใช้โซเชียลมีเดียมากเกินไปยังทำให้วัยรุ่นมีแนวโน้มที่จะถูกกลั่นแกล้งหรือล้อเลียนเรื่องรูปร่าง ซึ่งเป็นอีกปัจจัยเสี่ยงสำคัญเลยค่ะ
ค่านิยม “ผอมคือสวย”: สังคมไทยเราก็มีค่านิยมนี้ฝังลึกมานานแล้วเนอะ ไม่ว่าจะเป็นจากสื่อโฆษณา นิตยสาร หรือแม้แต่ซีรีส์ต่างๆ ที่มักจะนำเสนอภาพนางเอกหุ่นดี ผอมเพรียว ยิ่งตอกย้ำให้เราเชื่อว่าถ้าอยากสวย ต้องผอมเท่านั้น
ความเครียดและการควบคุม: ในยุคที่อะไรๆ ก็ดูไม่แน่นอน ทั้งเรื่องเรียน เรื่องงาน หรือแม้แต่สถานการณ์โรคระบาดที่ผ่านมา หลายคนรู้สึกเหมือนขาดการควบคุมชีวิตตัวเอง การควบคุมการกินอาหารก็เลยกลายเป็นสิ่งเดียวที่รู้สึกว่าตัวเองยัง “ควบคุมได้” ค่ะ ซึ่งตรงนี้มันนำไปสู่พฤติกรรมการกินที่ผิดปกติได้ง่ายมากๆ เลยจากที่ฉันได้คุยกับน้องๆ หลายคน บางทีพวกเขาก็รู้ว่าสิ่งที่ทำมันไม่ดี แต่หยุดไม่ได้จริงๆ เพราะความกดดันจากสิ่งเหล่านี้มันหนักหนาสาหัสเกินกว่าที่ใครหลายคนจะรับมือได้ค่ะ
ถาม: ถ้าฉันหรือคนใกล้ชิดสงสัยว่ากำลังมีปัญหาเรื่องการกินผิดปกติ เราควรเริ่มต้นยังไงดีคะ ต้องไปพบใคร แล้วจะช่วยดูแลใจตัวเองยังไงได้บ้าง?
ตอบ: เข้าใจเลยค่ะว่ามันเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงมากๆ และการยอมรับว่าเรามีปัญหาคือก้าวแรกที่สำคัญที่สุดเลยนะ จากประสบการณ์ตรงของฉันที่ได้เห็นหลายเคสมานะคะ ฉันอยากบอกว่าคุณไม่ได้อยู่คนเดียวนะ และปัญหานี้สามารถรักษาให้ดีขึ้นได้แน่นอนค่ะนี่คือก้าวสำคัญที่คุณควรทำค่ะ:
เปิดใจคุยกับคนที่ไว้ใจ: สิ่งแรกเลยคืออย่าเก็บไว้คนเดียวค่ะ ลองพูดคุยกับคนที่เราไว้ใจที่สุด ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ เพื่อนสนิท ครูอาจารย์ หรือพี่น้องที่เข้าใจเรา การได้ระบายความรู้สึกออกมาจะช่วยให้คุณไม่รู้สึกโดดเดี่ยว และอาจได้มุมมองหรือกำลังใจดีๆ กลับมาค่ะ
ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ: อันนี้สำคัญที่สุดเลยค่ะ!
อย่าปล่อยไว้นานนะคะ โรคการกินผิดปกติเป็นโรคที่ซับซ้อน ต้องได้รับการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญหลายด้านร่วมกัน เช่น:
จิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา: เพื่อประเมินภาวะทางจิตใจ หาสาเหตุที่แท้จริง และวางแผนการบำบัดรักษา บางคนอาจจะรู้สึกกลัวหรือไม่กล้าไปหาจิตแพทย์ แต่ฉันขอยืนยันเลยว่าการไปพบจิตแพทย์ไม่ใช่เรื่องน่าอายเลยค่ะ มันคือการดูแลสุขภาพจิตใจของเราเหมือนกับการไปหาหมอเมื่อเราไม่สบายร่างกายเลยนะ ในกรุงเทพฯ มีคลินิกและโรงพยาบาลหลายแห่งที่มีจิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เช่น โรงพยาบาลกรุงเทพ, โรงพยาบาลพญาไท หรือคลินิกจิตเวชต่างๆ
นักโภชนาการ: เพื่อช่วยวางแผนการกินอาหารที่ถูกต้องตามหลักโภชนาการ ให้ร่างกายได้รับสารอาหารครบถ้วน และกลับมามีน้ำหนักตัวที่เหมาะสมค่ะ
ดูแลสุขภาพใจควบคู่ไปกับการดูแลร่างกาย: พยายามหากิจกรรมที่คุณชอบทำเพื่อผ่อนคลายความเครียด เช่น ฟังเพลง ดูหนัง อ่านหนังสือ ทำสมาธิ หรือออกกำลังกายเบาๆ ที่รู้สึกสบายใจ ที่สำคัญคือต้องใจดีกับตัวเองให้มากๆ นะคะ อย่ากดดันตัวเองมากเกินไป ให้เวลาร่างกายและจิตใจของเราได้ฟื้นฟูค่ะ
ทำความเข้าใจโรค: การศึกษาข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรคการกินผิดปกติจะช่วยให้คุณเข้าใจสิ่งที่กำลังเผชิญอยู่ได้ดีขึ้น และทำให้คุณรู้ว่าคุณไม่ได้ “ผิดปกติ” แต่กำลังป่วยและต้องการความช่วยเหลือค่ะฉันเชื่อว่าถ้าเราสังเกตตัวเองและคนรอบข้างอย่างใกล้ชิด และกล้าที่จะขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ เราทุกคนก็สามารถมีสุขภาพกายและใจที่แข็งแรงได้อย่างแน่นอนค่ะ เป็นกำลังใจให้นะคะ!






